[vc_row][vc_column][vc_column_text]

เห็นอากาศหนาวๆ หิมะโปรยปรายแบบนี้ ชวนให้คิดถึงฮอกไกโดฝุดๆ  เชื่อว่า ช่วงเดือนนี้ เดือนหน้า คงมีใครหลายๆ คนวางแผนไปดูเทศกาลหิมะซัปโปโร 2015 (Sapporo Snow Festival 2015)  ครั้งที่ 66  จัดขึ้นระหว่างวันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ ถึงวันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ 2015 กันแน่นอน  และเมื่อไปถึงซัปโปโร ฮอกไกโดแล้ว บอกเลยว่า พลาดไม่ได้  คือ เมืองโอตารุ
วันก่อนแอบไปสอดส่องทัวร์ฮอกไกโด เพื่อทำแพลนให้ลูกค้าแบคแพคบัดดี้ ทัวร์ขนาด 5-6 หมื่น มีแวะไปโอตารุด้วย แต่ ใช้เวลาสั้นมากกกกกกกกก คาดว่า จะให้ไปดมๆ 2 ชม. ดูพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ดูหอนาฬิกา แล้วกลับ ขอบอกว่า พลาดดดดดดดมากๆ  เพราะโอตารุ เมืองมุ้งมิ้ง ควรค่าแก่การใช้เวลา อย่างน้อย ครึ่งวัน หรือ  1 วัน เป็นอย่างน้อย   ถ้าหากอยากลองดูบรรยากาศคลองโอตารุยามค่ำคืน จะหาเวลา นอนสักคืนฟินไปอีกแบบ
วิธีการเดินทาง : เราเลือกใช้ Otaru Welcome Pass  ราคา 1500 เยน เป็นดีลที่ คุ้มสุดๆ
บัตรนี้เฉพาะนักท่องเที่ยวเท่านั้น ที่จะสามารถซื้อได้ (ต้องแสดงพาสปอร์ตให้เจ้าหน้าที่ขายตั๋ว)
ในแพค จะมี บัตร JR แบบ Unlimit ขึ้นลงได้ ระหว่างเส้นทางจากซับโปโร ไปโอตารุ คุ้มโคด
และ มีบัตร  Sapporo Day Pass ใช้นั่งรถไฟในซัปโปโรแบบไม่จำกัดเที่ยวได้อีก 1 วัน
หน้าตา Ticket Office ที่เราสามารถซื้อตั๋ว JR ได้ อยู่ตรงข้ามทางช่องปิ๊บๆ ทางเข้าสถานีซัปโปโร
ให้มาสองใบแบบนี้…ใบบนเป็น JR เราจะใช้วันนี้ สามารถเดินทางขึ้นลงไม่จำกัดตามเส้นทางในบัตร ส่วน ใบล่าง สำหรับรถไฟใต้ดิน ซัปโปโร เก็บ ใช้วันไหนก็ได้
ได้ตั๋วแล้วเก๊าะออกเดินทาง นั่งรถไฟมาถึง ระหว่างทางสังเกตว่า พอใกล้ถึงโอตารุ รถไฟจะวิ่งเลียบทะเล
สถานี มาจากซัปโปโรแล้ว ที่ถึงก่อนคือ Minami Otaru จริงๆ แนะนำให้ลงที่นี่ค่ะ
แล้วเดินเที่ยวไล่ๆ จากซ้ายไปขวา  เที่ยวเสร็จแล้ว หารถเมล์เลือกขึ้นได้หลากหลาย ไปลง JR Otaru แล้วนั่งกลับซัปโปโร
แผนการเที่ยวของเรา คือ
เช้า ไปจุดชมวิว Suitengu เพราะกินข้าวเช้ามาจาก รร. ยังมีแรง แดดเช้า ไม่แรงเท่าแดดบ่าย ทำให้ไม่ร้อนมาก
จากนั้นเดินเที่ยวพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ดูหอนาฬิกาไอน้ำ เดินเข้าร้านรวงอะไรไปเรื่อยๆ จนถึงบ่าย
เย็น อาจจะกินอาหารเย็นที่นี่เลยถ้าใช้เวลาเดินเที่ยวนาน โอตารุมีโรงเบียร์ ริมแม่น้ำ ที่วงเอาไว้ให้ด้วยค่ะสำหรับทริปนี้พวกเราไหวตัวช้า มุ่งมั่นว่าจะไปลงสถานีโอตารุแต่แรก เลยมะได้ดูว่าลง มินามิโอตารุก็สามารถเดินเที่ยวตามแผนเช้าได้ง่าย แต่ข้อดีคือ เมื่อเรามาลงสถานีใหญ่อย่างโอตารุจึงมีข้อมูล เอกสารให้หยิบมากมาย รวมถึงสายรถเมล์ด้วย
เส้นสีน้ำเงิน คือ เส้นที่เราเดินเที่ยวใน 1 วันค่ะ แบบแวะดูโน่นนี่นั่น ตลอดทาง มาจบตรงริบคลองประมาณ 4 โมงเย็น กว่าๆ ระยะทางแค่นี้ใช้เวลาเดิน เกือบ 1 วันเลยนะคะ เพราะเข้าออกแทบทุกร้าน!!

ออกจากสถานนี Otaru  เดินมาป้ายรถเมล์  ให้เรานั่งรถเมล์สายสีน้ำเงิน Marine Course ไปลงป้าย A6 ก่อนถึงห้าแยก พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี (เป็นแยกใหญ่สุดแล้วบนถนนเส้นนี้)  สังเกตไม่ยากค่ะ มีชื่อป้าย และเป็นแยกใหญ่ๆ (ก่อนหน้านั้นเป็นถนนมุ้งมิ้ง ที่เราจะเดินย้อนกลับมา ทำให้เราได้ preview เส้นทางเดินก่อน 1 รอบ รู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน)

ป้ายรถเมล์ หน้าสถานี ถึงเจ้าหน้าที่จะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ใจดีสุดๆ พยายามอธิบาย ชี้ๆ ทางให้ไปยืนรอรถเมล์ สายสีน้ำเงิน   ค่ารถ 220  เยน
ในวงกลมสีแดง คือ ป้าย A6 ค่ะ 
พอลงรถที่ป้ายรถเมล์  ฝั่งตรงข้ามทางขวามือ มีไปรษณีย์ เดินเข้าซอยข้างไปรษณีย์  ตรงมานิดเดียว เจอแยก เลี้ยวขวา ขึ้นมาตามทาง ไปจุดชมวิว
ครือ คู่มือเทียว เขียนเหมือน อลังการ จริงๆ เดินมา เวิ้งว้างมั่ก  ไต่ทางชัน ผ่านบ้านคนไปเรื่อยๆ ทักทาย คุณลุง คุณป้าไปตามทาง (คงไม่ค่อยมีใครขึ้นมาสินะ 5555)
จุดที่สูงที่สุด ไม่ใช่จุดที่สวยที่สุด ด้านบนสุดเป็นวัดร้างๆ ปิดอยู่ค่ะ จะเห็นวิวโรงงานๆ
ช่วงที่จะเห็นวิวได้สวย คือช่วงที่เดินขึ้นมาแล้วมองกลับลงไป
เดินกลับลงมา ที่ห้าแยก….แวะเข้าร้านมุ้งมิ้งงงง
ข้างในร้าน…น่ารักไปไม๊อะ

Hi-Light โอตารุ มุ้งมิ้ง ลำดับ ที่ 1  คือ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี

อยู่ตรงห้าแยกนี่แหละค่ะ เห็นเด่นเป็นสง่า ใกล้ๆ หอนาฬิกาไอน้ำ ที่ส่งเสียงดังไปทั่วเมือง ไกลถึงบนภูเขาที่เราปีนขึ้นไปเลยนะ มีกล่องดนตรีน่ารักๆ หลายหลายให้เลือกซื้อ ชั้น 2-3-4 จัดแสดงกล่องดนตรี จากทุกมุมโลก

กล่องดนตรีสวยมากกกกกกกก  ในรูปบนซ้ายนี่ 1,300,000 เยน…(เท่านั้นเอง)
ชั้นบนๆ ของพิพิธภัณฑ์
คนชอบอะไรแบบนี้ ตายไปเลยยย
เดินกินลม ชมวิว กันไปเรื่อย 11 โมงกว่า เริ่มหิวตะหงิดๆ

Hi-Light โอตารุ มุ้งมิ้ง ลำดับ ที่ 2 ได้แก่ สารพัด ร้านขนมอร่อย 

 เช่น ร้านขนมชื่อดังของโอตารุ  La Tao (จริงๆมีหลายสาขานะคะ แล้วแต่ละสาขา เหมือนว่าจะมีขนมบางอย่างไม่เหมือนกันด้วยอะ) ขนมที่ขึ้นชื่อมีหลายอย่างมากกกก มีให้ชิมฟรี อร่อยทุกอย่าง!!!! โดยเฉพาะชีสเค้ก
แค่ดู ก็ฟินนน
อันที่สั่งมา…..รสชาติโอเค สตอเบอรี่ช็อตเค้ก เฉยๆ อันสวยๆ เป็นเยลลี่กุหลาบด้านบน หอมๆ ดีค่ะ
ที่นี่ เป็นอีกนึ่งร้านขนมชื่อดัง ไม่ใช่ขนมฝรั่งเป็นพวกขนมท้องถิ่น ข้าวพองกรุบกรอบ และอื่นๆ อีกมากมาย ชิมกันมันส์ กินอิ่ม เดินออก 5555555
เดินๆ มาอีก เจอร้านขายของทะเลสดๆ เป็นระยะๆ แต่ร้านนี้ย่างสดหน้าร้าน
ไม่มีโต๊ะนั่ง ยืนกิน สะใจดี 55555
ไข่หอยเม่น คนขายถามว่า จะเอาดิบ รึสุก….กลัวแหลกไม่ล่าย เลยขอว่า ลองชิมสดๆ ก่อน เดี๋ยวค่อยย่าง  คนขายก็ผ่า ล้างอยู่หลายน้ำ ค่อยส่งให้พร้อมช้อน….อืมมมมมม สดดดดดไป๊   ขอแบบย่างดีก่านะ เค้าเลยจับไปย่างให้อีกรอบ พร้อมด้วยหอยเชลล์ เป่าฮื้อ นางรม ตัวใหญ่มากกกกกกกกกกกกกกกกก
ยังไม่ถึงครึ่งทาง พอรู้อ๊ะยังว่าทำไม โอตาระ เที่ยว 2 ชั่วโมงไม่พอ แวะกิน แวะชิม แวะดูแทบทุกร้าน  

Hi-Light โอตารุ มุ้งมิ้ง ลำดับ ที่ 3  ได้แก่ ร้านเครื่องแก้ว  

เทคนิคการเป่าแก้ว ทำแก้วญี่ปุ่นนี่ล้ำมาก ทั้งการใช้สี และเทคนิค รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ ก่อนหน้านี้เคยไป เวนิซ ดูเป่าเครื่องแก้ว งานมันก็คนละฟิลเนอะ งานยุโรปจะคลาสสิคๆ หรูๆ แต่ที่โอตารุ ผสมผสานเทคนิคและความเป็นญี่ปุ่นไว้ได้อย่างลงตัว มีสไตล์ของตัวเองม๊ากกกกกกกกก
WS ให้ลองเป่าแก้ว
น่ารักโฮกกกกกก
งิ๊ดดดด น่ารัก มีหลายอย่างทีอยากซื้อกลับ แต่ถ้าไม่แพคอย่างแน่นหนา คงเละอะ
บรรยากาศสองฝั่งริมถนน ตึกสวย เก่า คลาสสิก
ระหว่างทาง มีร้านอาหารเป็นระยะๆ นะคะ แต่พวกเราเลือกเดินมาถนนซูชิ และกินร้าน Masasushi ปกติ รอคิวนานนนนเป็น ชั่วโมงๆ อย่างวันที่เราไป รอคิว 40 นาที หิวมากกกก หลังจากเดินแวะทุกร้าน กว่าจะถึงร้านข้าว ปาเข้าไป บ่ายสองกว่า
รอคิวจริงๆ เหมือนจะไม่นาน นั่งพักเหนื่อยแป๊บเดียว พนักงานก็มาเรียก(มีห้องพักให้นั่งรอ นอนรอได้แบบสบายสุดๆ)
สั่งอะไรไปบ้างจำไม่ได้ รู้ตะหิว กินกันไวม๊ากก มีรูปแค่เน้แหละ 55555
 กินอิ่ม มีแรงเดินต่อ เราก็เดินกันมาทางฝั่งเลียบคลอง มีร้านเครื่องแก้ว เป่าแก้วมุ้งมิ้ง ให้แวะ ได้เรื่อยๆ  จนถึงฝั่งคลอง เย็นๆ อากาศกำลังดี นักท่องเที่ยวเพียบบบบ
ถ้าจะรอกินลมชมวิว สองฝั่งคลองโอตารุ ยามค่ำคืน ต้องรออีกหลายชั่วโมง แค่นี้ก็เมื่อยขามากแล้ว พวกเราเลยตัดสินใจ โบกมือลาโอตารุ นั่งรถเมล์ (เดินมาถึงแถวนี้ จะมีรถเมล์หลายสายให้เลือก)  นั่งกลับมาลงที่สถานนี JR  Otaru และต่อรถไฟกลับเข้า sapporo  ค่ะ

[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row][vc_row][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”1169″ border_color=”grey” img_link_target=”_blank” title=”Otaru Tourist Map 1″ link=”https://backpackbuddy.net/download/otaru_tourist_map1.jpg”][vc_single_image image=”1167″ border_color=”grey” img_link_target=”_blank” title=”Otaru Wide Area ” link=”https://backpackbuddy.net/download/oratu_wide_area_map.jpg”][vc_single_image image=”1164″ border_color=”grey” img_link_target=”_blank” title=”A-Marine Course Route” link=”https://backpackbuddy.net/download/oratu_bus_route1.jpg”][vc_single_image image=”1165″ border_color=”grey” img_link_target=”_blank” title=”C-Shukutsu Course” link=”https://backpackbuddy.net/download/oratu_bus_route3.jpg”][/vc_column][vc_column width=”1/2″][vc_single_image image=”1166″ border_color=”grey” img_link_target=”_blank” title=”Otaru Tourist Map2″ link=”https://backpackbuddy.net/download/otaru_tourist_map2.jpg”][vc_single_image image=”1168″ border_color=”grey” img_link_target=”_blank” title=”Otaru Bus Map” link=”https://backpackbuddy.net/download/otaru_bus_map.jpg”][vc_single_image image=”1170″ border_color=”grey” img_link_target=”_blank” title=”B-Tenguyama Course” link=”https://backpackbuddy.net/download/otarubusroute2.jpg”][/vc_column][/vc_row]

Comments

comments